ยังมีครอบครัวชาวนาผู้ทำงานหนัก กลับกลายเป็นคนเหลาะแหละ
‘ครอบครัวชาวนา’ คือครัวเรือนผู้ไถนา ‘เหลาะแหละ’ หมายถึงเบาบางฉาบฉวย ไม่อดทนต่อความเหนื่อยยาก กล่าวคือนอกจากผู้เล่าเรียนแล้ว ลูกหลานครอบครัวชาวไร่ชาวนาก็ยังบ่มเพาะนิสัยลอยชาย ไม่ยอมลงแรงทำงานหนัก
ไม่คิดกตัญญูบุพการี เคารพผู้ใหญ่ กลับเจาะช่องข้ามกำแพง
‘ไม่คิด’ คือไม่นึก ‘บุพการี’ คือพ่อแม่ ‘ผู้ใหญ่’ คือผู้อาวุโส ‘ช่อง’ คือรู การเจาะช่องคือเจาะผนังเป็นรูใหญ่เล็ก เพื่อแอบดูหญิงบ้านข้างเคียง ‘ข้าม’ คือข้ามพ้น บางคนถึงกับปีนกำแพงไปล่วงเกินหญิงคนอื่น กล่าวคือลูกหลานเหลาะแหละไม่กล่าวถึงความกตัญญูและเคารพพี่ กลับทำเรื่องเป็นชู้ ลักขโมย และผิดในกาม
นาทางใต้ ทุ่งทางตะวันออก กลับแห้งเหี่ยว
‘นาทางใต้’ คือนาด้านใต้ ‘ทุ่งทางตะวันออก’ คือที่ดินด้านตะวันออก ‘กลับ’ คือเปลี่ยน ‘แห้งเหี่ยว’ หมายถึงต้นกล้าแห้งเหี่ยวตาย กล่าวคือต้นกล้าทั่วทุกแห่งไม่มีคนถอนหญ้าใส่ปุ๋ย ที่เคยงอกงามในตอนแรก ภายหลังก็แห้งเหี่ยวตาย
หอฉินเรือนฉู่ ไม่รู้ฤดูใบไม้ผลิใบไม้ร่วง
‘หอฉิน’ คือหอในแคว้นฉิน ‘เรือนฉู่’ คือเรือนในแคว้นฉู่ ล้วนเป็นที่พักอาศัยของโสเภณี กล่าวคือลูกหลานชาวนาหลงในย่านโคมแดง อยู่นานจนลืมกลับ ไม่รู้ว่ามีฤดูใบไม้ผลิหรือใบไม้ร่วง
ขายมรดกบรรพชนชำระหนี้สำเริงสำราญ การเลี้ยงดูพ่อแม่ละทิ้งหมดสิ้น
‘ละทิ้ง’ คือหยุดเสีย ‘เลี้ยงดู’ คือข้าวปลาอาหารที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่ ‘หนี้’ คือบัญชีเงินค้าง ‘หนี้สำเริงสำราญ’ คือหนี้เงินที่ยืมมาใช้คบหาโสเภณี เมื่อหนี้มากแล้วก็จำต้องขายมรดกบรรพชนจนหมด จนทำให้ข้าวปลาอาหารเลี้ยงพ่อแม่หยุดไปพร้อมกัน